เรื่องเล่า”นบีอีซา”หรือ(พระเยซู)
พิสูจน์พระเจ้า:จินตนาการไม่ถึงไม่ใด้แปลว่าไม่จริง
มลาอิกะฮ์(ملائكة)
ความมหัศจรรย์ของ”อัลกุรอาน”

ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานและวิทยาศาสตร์
คัมภีร์อัลกุรอานคือ คัมภีร์เดียวเดียวของศาสนาอิสลามที่พระเจ้านั้นได้ประทานลงมาให้กันท่านศาสนทูต นบีมูฮัมหมัด เพื่อเป็นทางนำให้กับการดำเนินชีวิตของผู้ศรัทธาอัลกุรอานจึงมีความสำคัญต่อชีวิตของพี่น้องมุสลิมทั่วโลกนับตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน”และกว่าจะเป็นคัมภีร์ ที่ครบอย่างสมบูรณ์กว่าจะเป็นเล่มนั้นเป็นเวลาทั้งหมด 22 ปี” คัมภีร์อัลกุรอานนั้นพระเจ้าไม่ได้ประทานลงมาเป็นหนังสือครบเล่มทีเดียว และในการลงมาของอัลกุรอานนั้นพระเจ้าได้มอบหน้าที่นี้ให้แก่ ท่านมลาอีกะ
ทฤษฎีและการค้นคว้า ทางวิทยาศาสตร์นั้นมีมากมายโดยมีผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโนยีสมัยใหม่อย่างก้าวกระโดดทำให้สิ่งที่ไม่เคยได้รับรู้และเห็นมาในครั้งอดีตได้ทราบในยุคปัจจุบันจนกระทั้งได้มีผู้ที่พยายามนำเอาทฤษฎีหรือข้อค้นพบ ทางวิทยาศาสตร์ เข้ามาประกอบการอธิบายอัลกุรอาน แม้ว่าพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วอาจดูมีความเป็นไปได้ หรือมีความใกล้เคียงกัน ซึ่งนักวิชาการได้มีการตีความและอธิบาย อายะ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวนี้ให้ตรงกับอัลกุรอาน ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายอัลกุรอานหรือนำเอาวิทยาศาสตร์มาอธิบายเพื่อให้เข้ากับ อายะ ใดในอัลกุรอาน เช่น เรื่องบิ๊กแบน เป็นต้น
และสิ่งที่อัลกุรอานได้กล่าวเอาไว้อีกเรื่องก็คือ เรื่องน้ำทะเลกับน้ำจืดไม่ผสมกันพระองค์ทรงตรัสว่าพระองค์ทรงทำให้น่านน้ำทั้งสองนี้ (น้ำทะเลกับน้ำจืด) ไม่ให้ไหลมาบรรจบรวมกัน
สุดท้ายแล้วขอฝากข้อคิดดีๆง่ายๆ ขอยกตัวอย่างเช่นคุณซื้อเครื่องจักร มาตั้งอยู่ตรงหน้าคุณสักตัวหนึ่ง ซึ่งคุณจะใช้มันยังไงและแน่นอนว่าคุณต้องศึกษาคู่มือการใช้งานที่ถูกต้องและเรื่องราวในคู่มือของเครื่องจักรนี้มาจากไหน ซึ่งแน่นอน มันก็มาจากผู้สร้างเครื่องจักรนี้
ลำดับชีวิตของ ท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม)
(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) โดย..ทางนำชีวิตและความมหัศจรรย์แห่งอัลกุรอาน
1.ท่าน นบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เกิดใน ปีช้าง ค.ศ.571 (ในตระกูลฮาซิม)
เป็นต้นตระกูลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด..ตระกูลหนึ่งในเมือง มักกะฮ์ เป็นตระกูลที่ประกอบอาชีพพ่อค้า และ ท่านก็ใด้กำพร้าบิดามาโดยตั้งแต่กำเนิด
2.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เมือท่านอายุใด้แค่6ปี มารดาของท่านใด้เสียชีวิตลง ท่านก็ใด้ไปอาศัยอยู่กับปู่
3.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เมือท่านอายุ 8 ปี ท่านปู่ของท่านก็ใด้เสียชีวิตลง และลุงก็ใด้รับท่านไปเลี้ยงดู
4.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เข้าสู่อายุ 10ปี ท่านก็ใด้ประกอบอาชีพรับเลี้ยงแกะให้กับลุงในเมือง มักกะห์
5.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เข้าสู่อายุ 12 ปี ท่านใด้ร่วมเดินทางไปทำธุรกิจค้าขายกับลุงที่เมือง ชาม แต่ท่านก็ใด้ถูกส่งตัวกลับมามักกะห์ เพราะระหว่างทางท่านใด้รับคำแนะนำจากนักบวชของท่านหนึ่งเพราะกลัวว่าจะใด้รับอันตรายจากชาว ยิว
6.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 15 ปี ท่านใด้เข้าร่วมสันนิบาตเผ่าอาหรับเพือความยุติธรรม จัดตั้งขึ้นเพือดูแลและให้ความคุ้มครอง ผู้ที่ถูก อธรรมถูกเอารัดเอาเปรียบทางการค้าขาย
7.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เข้าสู่วัย 25 ปี ท่านก็ใด้ประกอบอาชีพพ่อค้ารับจ้างดูแลธุรกิจการค้าให้กับท่านหญิง คอดียะห์ บุตรสาวของ คุวัยลิด ประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจการค้าให้กับท่านหญิง คอดียะห์ ด้วยการสร้างความมั่นคั่งอย่างมากมายท่านหญิง คอดียะห์ ใด้ประทับใจในมารยาทและความซื้อสัตย์และบุคลิคในตัวท่านทั้งสองจึงใด้ตกลงแต่งงานกัน
8.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) ใด้เข้าสู่อายุ 40ปี ท่าน นบี มักใช้เวลาส่วนตัวไปยังถ้ำบนภูเขาแทบเมืองมักกะห์ เพือคิดใคร่ครวญชีวิต จนกระทั่งใด้พบกับ ท่าน
มลาอิกะห์(ญิบริล) ที่นำสารจาก อัลลอฮฺ มาแจ้งข่าวดีและรับการแต่งตั้งเป็นท่าน นบี
9.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 41 ปี ท่านใด้เริ่มเผยแพร่อิสลามให้แก่เครือญาติและคนใกล้ชิด
10. เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 42 ปี อัลลอฮฺ ใด้ทรงประทาน อัลกุรอาน ลงมาให้แก่ท่านนบีเรื่อยๆ โดยผ่าน มลาอิกะห์(ญิบริล) และเริ่มเผยแผร่อิสลามอย่างลับๆในมักกะห์ บรรดาผู้ที่เข้ารับอิสลามต่างนำ อายะฮฺ อัลกุรอาน ที่ท่านนบีนำมาไปบอกต่อและเชิญชวนคนใกล้ชิดเข้ามาเพิ่มขึ้น
11.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 43 ปี ท่านใด้รับคำสั่งจากอัลลอฮฺให้เริ่มเผยแพร่อิสลามในมักกะห์อย่างเปิดเผยเต็มตัว จนใด้ถูกต่อต้านจากชาวมักกะห์ เพราะอิสลาม ใด้เปลี่ยนแปลงความเชื้อในการเคารพบูชารูปปั้นของพวกเขา
12.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 44 ปี หลังจากอิสลามถูกต่อต้านและบอยคอต อย่างหนักจากชาวมักกะห์ ท่านนบีจึงต้องส่งมุสลิมจำนวนหนึ่ง อพยพออกจากมักกะห์ไปยัง แอฟริกา
13. เมือท่านอายุ 46 ปี ก็ใด้ถูก บอยคอต อย่างหนักจากบรรดาเผาต่างๆในมักกะห์ ห้ามการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ข้าวอาหาร หรือ ของใช้ต่างๆ และชาวมุสลิมจึงต้องไปอาศัยรวมตัวกันในหุปเขาแห่งหนึ่งในมักกะห์ ที่นั้นชาวมุสลิมจำนวนมาก ต่างต้องประสบกับความ อดอยาก
14.เมือท่านอายุ 49 ปี การบอยคอต ก็ใด้ถูกยกเลิก หลังจากการช่วยเหลือจากบรรดาผู้นำเผาต่างๆที่ยังมีความสัมพันร์อันดีงามกับเผ่า ฮาซิม ของท่าน
15. เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 50 ปี ภรรยา และ ลุงของท่าน ใด้เสียชีวิตลง นี้เป็นช่วงที่ท่าน นบี ของเราที่เจอความยากลำบากที่สุดในชีวิตของท่าน และบรรดามุสลิมก็ใด้รับความลำบากมากขึ้นหลังการจากไม่มีลุงของท่านที่มีอำนาจในเผ่าคอยช่วยเหลือท่าน ในการเผยแพร่อิสลามของท่าน ขณะนั้นก็ไม่ใด้รับการตอบรับจากประชาชน
16. เมือท่านอายุ 51 ปี ท่านก็ใด้พบกับชาว อันศอร ที่เดินทางเข้ามามักกะห์ และสนใจในศาสนาของท่าน และสัญญากับท่านว่าจะนำอิสลามไปเผยแพร่ต่อที่เมืองของพวกเขาและในปีถัดมา พวกเขาก็ใด้กลับมาหาท่าน นบี อีกครั้งและใด้ทำสัญญาร่วมกันในการศรัทธา ว่า (ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ) และจะคอยช่วยเหลือท่าน
17. เมือท่าน นบี อายุ 52 ปี ท่านใด้เดินทางขึ้นไปยังฝากฟ้าในยามค่ำคืน เพือรับการบัญญัติการละหมาด
18. เมือท่าน อายุ 53ปี ชาวมักกะห์เริ่มต่อต้านท่านและบรรดามุสลิมอย่างหนัก อัลลอฮฺ ใด้บัญชาให้ท่านแจ้งกับพี่น้องมุสลิมให้อพยพไปยังเมือง มาดีนะห์ ชาวมุสลิมเริ่มอพยพอย่างเงียบๆเพือหลีกเลี่ยงการปะทะกันจากชาวมักกะห์ มีมุสลิมเป็นจำนวนมากที่ต้องละทิ้งบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติต่างๆและเครือญาติใกล้ชิด ผู้นำมักกะห์หลายฝ่ายใด้ประชุมกันและใด้กล่าวโทษท่านว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้สังคมระส่ำระส่ายครอบครัวต่างๆต้องแตกแยก
19. เมือท่านอายุ 54 ปี เป็นผู้นำและเริ่มวางโครงสร้างสังคมแบบอิสลามขึ้นที่เมือง มาดีนะห์ ปกครองทั้งชาว ยิว ชาว คริสต์ และมุสลิมให้อยู่ร่วมกัน รับมือทำสงครามจากการรุกรานจากชาวมักกะห์
20. เมือท่านอายุ 56 ปี ปราบปรามกบฎชาวยิวในเมือง มาดีนะห์ ปรับโครงสร้างสังคมใหม่ให้กับชาวอาหรับ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเก่าๆ สุรา การพนัน การเอารัดเอาเปรียบ ความรุนแรง การแบ่งชนชั้นเชื้อชาติ
21. เมือท่านอายุ 60 ปี รวบรวมกองทัพบุกเมืองมักกะฮฺ หลังจากที่ชาวมักกะฮ ใด้ละเมิดข้อตกลงประณีประณอมระหว่างกัน ท่านและบรรดามุสลิมให้ความช่วยเหลือเผ่าที่ถูกเอารัดเอาเปรียบและรวบรวมกำลังพลบุกมักกะฮใด้รับชัยชนะโดยชาวมักกะห์ยอมจำนน ไม่มีการต่อสู้ใดๆเกิดขึ้นและท่านใด้ให้ อภัยแก่ชาวมักกะห์ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำกับมุสลิมก่อนหน้านี้และใด้ทำความสะอาด มัสยิด หะรอมใหม่ ชาวมักกะห์เป็นจำนวนมากที่ยอมจำนนเลิกต่อต้านและใด้เข้ารับอิสลาม
22.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 62 ปี ท่านนบีใด้ประกอบพิธีฮัจญ์เป็นครั้งสุดท้าย และท่าน นบี ใด้ประกาศว่า อัลลอฮฺ ทรงทำให้ศาสนาอิสลามสมบูรณ์แล้วบัญญัติทั้งหมดที่ อัลลอฮฺ ทรงประทานลงมาให้ท่านนั้นครอบคลุมการดำเนินชีวิตทุกด้านของมนุษย์และเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมอิสลามที่จะแผ่ขยายอย่างกว้างขวางต่อไปในอนาคต
(ปัจจุบันมีผู้นับถือกว่า 2พันล้านคนทั้วโลก)
23.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ63ปี ท่านก็ใด้เริ่มป่วยและเสียชีวิตลงอย่างสงบ🥺
ศาสดาของอิสลามคือบุคคลที่ทรงมีอิทธิพลอันดับหนึ่งของโลกและทรงมีอิทธิพลมากที่สุดตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ
วันนี้เราจะมาพูดถึงและพิสูตร์ความยิ่งใหญ่ของชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า Muhammat ท่านศาสนาฑูตท่านศาสดาแห่งอิสลาม เราจะมาพิสูตร์ถึงความยิ่งใหญ่ มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ถูกเขียนโดย ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม คือเป็น ชาวยิว นั้นเอง เป็น อเมริกัน เชื้อสายยิว นามว่า Michael H.hart ใด้เขียนหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ชื่อว่า
” The 100 aranking of The most influential Persons in History “
Michael H.hart ใด้เขียนหนังสือ แต่เจ้าตัวนั้นไม่ใช้มุสลิม แต่ตัวเค้านั้นเป็น นักประวัติศาสตร์ เป็นชาวยิวเขียนหนังสือเล่มนี้ แต่ ณ.ปัจจุบันนี้ใด้มีการตีพิมพ์หนังสือโดยประมาณ ห้าแสนเล่ม ส่งออกไปทั้วโลกพร้อมคำแปลในแต่ละประเทศที่ส่งออกไม่ต่ำกว่า 15 ภาษา Michael H.hart ได้ list มาจัดอันดับ100คนทั้วโลกในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก เค้าได้เขียนลงบุคคลที่มีอิทธิพลอันดับแรกเลย ก็คือ
อันดับที่ 1
ท่านศาสดา(นบีมูฮัมหมัด ซ.ล) มาเป็นอันดับหนึ่ง ของบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติเลย มีอิทธิพลทั้วโลกนับตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบัน
อันดับที่ 2
Sir.I-Sax Newton (เซอร์.ไอแซก นิวตัน)
อันดับ 3
ท่านศาสดา(นบี.อีซา ซ.ล) หรือ (พระเยซู)
อันดับ 4
พระพุทธเจ้า ศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ถูกจัดอยู่ที่อันดับที่ 4
อันดับ 5
ขงจื้อ
ผมยกมา5อันดับพอ และในขณะที่ศาสดาอีซาซึ่งก็เป็นศาสนฑูตของศาสนาอิสลามสะด้วยถูกจัดอยู่ที่อันดับ 3
หมายเหตุ; ถ้ามีชาวมุสลิมคนไหนที่ไม่เชื่อว่า นบีอีซา หรือ พระเยซู ว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมา ละก็ คนผู้นั้นก็ไม่ใช้มุสลิม ตกศาสดาไปเลย)
เพราะฉะนั้น อีซา หรือ เยซู นี้ก็เป็นหนึ่งในศาสดาของอิสลาม และเป็นบุคคลที่ชาวมุสลิมทุกคนจะต้องเชื่อในตัว อีซา หรือ เยซู ว่าเป็นศาสดาที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมา แต่ถูกจัดให้มาอยู่ในอันดับที่ 3
Sir.I-Sax Newton (เซอร์.ไอแซก นิวตัน) ถูกจัดมาอยู่อันดับ 2 เฉยเลย
numberone อันดับที่ 1 คือ ท่านศาสดา(นบี.มูฮัมหมัด ซ.ล) แล้วทีนี้ คำถามก็คือว่า????
ตอบ= Michael H.hart นี้ก่อนที่เค้าจะทำเรื่องราวเหล่านี้ เค้าใด้เดินทาง และไปศึกษาเก็บข้อมูลอย่างละเอียดกับคน100คนทั้วทุกที่ ศึกษาทีละคน คนๆไป
บุคคลที่อยู่ใน lits100คน ในหนังสือเค้า ในแต่ละคนนั้น เค้าใด้เดินทาง และไปศึกษาเก็บข้อมูลอย่างละเอียดกับคน100คนทั้วทุกที่ ศึกษาทีละคน คนๆไป
“อันนี้ขอชื่นชมในมุมมองของคนฝรั่งนี้ เวลาเค้าทำอะไรเค้าทำกันจริงจังทุ้มสุดตัวมากขอชื่นชม”
Michael H.hart เค้าเริ่มต้นศึกษาเรื่องราวของท่านศาสดา มูฮัมหมัด มาตั้งแต่มูฮัมหมัดเกิดมาบนโลกใบนี้วันแรก จนกระทั่งถึงวันที่ท่านศาสดาเสียชีวิตลง
และใด้ข้อสรุปว่า = ท่านศาสดา(นบี.มูฮัมหมัด ซ.ล) คือบุคคลเดียวเท่านั้นที่ทรงมีอิทธิพลและยิ่งใหญ่และทรงใด้รับสำเร็จอันสูงสุดในหน้าที่ของท่าน ทั้งในโลกและทางศาสนา ในการเผยแพร่ศาสนา และไม่ใด้เป็นแค่นักเทศศาสนาอย่างเดียว เป็นประวัติศาสตร์,เป็นนักการเมือง,เป็นนักปฎิรูป,เป็นนักบริหาร,เป็นนักปกครองผู้คน,และเป็นหลายๆนักเลยทีเดียวท่านศาสดา(นบี.มูฮัมหมัด ซ.ล) ใด้รับความสำเร็จอย่างสูงที่สุด ทั้งในทางโลก และในทางศาสนา”และเมือเปรียบเทียบกับลัทธิหรือศาสนาอื่นๆก็จะเห็นใด้ว่า บุคคลนั้นๆใด้รับความสำเร็จเพียงแค่เรื่องศาสนาเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถที่จะปกครองหรือปฎิรูป ชีวิตมนุษย์โดยรวมใด้ ใด้แค่อยู่กับธรรมะและใด้อยู่กับบุคคลกลุ่มๆหนึ่งแค่เท่านั้นเอง และคำสอนของเค้าก็ไม่สามารถที่จะไปมีอิทธิพลกับคนและในแง่มุมต่างๆของชีวิตใด้
ไขรหัสลับสัญญานวันสิ้นโลกทั้ง3ศาสนา
ไขรหัสลับสัญญานวันสิ้นโลกทั้ง3ศาสนา
จากเหตุการณ ความวุ่นวายต่างๆและความเสื่อมโทรมในผู้คน นำไปสู่บทสรุปสุดท้ายของโลกนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายของโลกที่มาพร้อมกับสัญญาณในความเชื่อศาสนาอิสลามนั้นจะมี10 สัญญาณหลักๆด้วยกัน ท่านศาสดา มูฮัมหมัด นั้นได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า วันสิ้นโลกนั้นจะยังมาไม่ถึงถ้า10สัญญาณเหล่านี้ยังไม่ปรากฎ นั้นก็คือ
1.หมอกควันจะออกมาจากแผ่นดินปกคลุมทั่วท้องฟ้าจน ปิดบังแสงจากพระอาทิตย์
2.(Dijjal or the antichirist)ออกมาจากแผ่นดินทางตอนเหนือของเมือง Madinah
3.จะมีสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งจะออกมาจากแผ่นดินถัดไปจาก dijjal
4.การลงมาของ นบีอีซา หรือ พระเยซู ลงมาเพื่อฆ่าdijjalและหักไม้กางเขนและฆ่าหมู
5.Yajuj และ Majuj หรือ( Gog และ Magog) จะพังกำแพงของกษัตริย์Zulkarnaiออกมาสร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดินทั่วโลก
6.จะเกิดเหตุการณธรณีสูบ 3ครั้ง ติดต่อกัน
7.จะเกิดเหตุการณโรคระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้นทั่วโลก
8.ไฟจะปะทุออกจากพื้นแผ่นดินไล่ต้อนผู้คนโดยจะปะทุขึ้นมากจากประเทศเยเมน
9.จะมีบุรุษผู้หนึ่งหน้าตาคล้ายเหมือนท่านศาสดา มูฮัมหมัด และเป็นเชื่อสายต้นตระกูลของท่านศาสดามาปรากฏตัว นั้นก็คือท่าน Imam Mahdi จะมาสร้างความปรองดองความสงบสุขบนพื้นแผ่นดินในยุคสุดท้าย
10.พระอาทิตย์จะขึ้นมาทางทิศตะวันตกช่วงเวลานั้นระบบสุริยะจักรวาลได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วและมนุษย์ ทั้งโลกจะเหตุปรากฎการเหล่านี้
เนื่องจากสัญญาณทั้งหมดนี้มันเป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติ มันเกินสติปัญญาและท้าทายสติปัญญาของมนุษย์ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้ และยังเชื่อว่าปัจจุบันยังคงห่างไกลเรื่องเหล่านี้ด้วยการปิดบังข้อมูลต่างๆซึ่งในความเป็นจริงนั้น มัน…ได้..อุบัติ…ขึ้นแล้ว!
หนึ่งในสัญญาณที่ปรากฎขึ้นชัดเจนขึ้นแล้วนั้นก็คือ Yajuj and Majuj หรือ (Gog and Magog ชื่อเรียกของศาสนา คริสต์) ผู้ที่เป็นสมุนของ Dijjal หรือ (antichirist) และจะเป็นผู้ที่สร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดินทุกหนแห่งทั่วโลก
หลังเหตุการณของน้ำท่วมโลกแล้ว หลังจากที่เรือของโนอาร์ นั้นได้ไปเกยตื้นอยู่บนยอดของภูเขายูดี ประเทศ ตุรกี ปัจจุบัน ตอนนั้นมนุษย์ชาตินั้นได้รอดชีวิตลงมาจากเรือแค่ไม่กี่คนเอง มีเพียงแค่ลูกๆของโนอาร์ ในนั้นทั้งหมดจะมีอยู่ 4 เผ่าพันธ์ด้วยกัน ซึ่งเราพูดถึงและอ้างอิงมาจากคัมภีร์สองศาสนาด้วยกัน คือ คัมภีร์ศาสนาคริสต์ และคัมภีร์ศาสนาอิสลาม พูดถึงเผ่าพันธ์ที่ว่านั้นคือ..
เผ่าพันธ์ชาม(SHEM)เผ่าพันธ์ฮาม(HAM)เผ่าพันธ์ยาเฟส(japheth)
2.เผ่าพันธ์ ฮาม นั้นคือต้นตระกูลของเผ่าพันธ์ คนผิวดำ หรือ ชาว Africans
3. ยาเฟด นั้นเป็นต้นตระกูลของชาวยุโรป์นั้นก็คือ ชาวTurks,ชาวBerbers,ชาวMongo,ชาวTatars
ส่วนบุตรคนที่4 ของศาสดาโนอาร์ ที่มีชื่อว่า Kan’an ก็ได้จมน้ำเสียชีวิตไปพร้อมๆกับภรรยาของโนอาร์
ดังนั้นกลุ่มที่เราจะพูดถึงเรื่องราวของ Yajuj และ Majujหรือ(GogและMagog) ก็คือกลุ่มที่สามคือกลุ่มของ japheth กลุ่มของ japheth นี้หลังจากเหตุการ์ณน้ำท่วมโลกแล้วพวกเค้าได้อพยพขึ้นไปทางเหนือขึ้นไปบริเวณขั่วโลก คือบริเวณทุ้งหญ้า Stepp
คุณลักษณะของกลุ่มชาวScythiaนี้เอง พวกมีความ ดุร้าย ป่าเถื่อน ใช้ความรุนแรง มีความเป็นนักรบ ชอบ ฆ่า ฟันกันเอง ลักษณะของภูมิประเทศของเทือกเขาcaucasus ซึ่งมีทางเข้า-ทางออก มีแค่ช่องทางเดียว โลกที่เค้าจะออกมาพบนั้นก็คือบริเวณเอเชียกลาง
ถ้าไปต่อเค้าก็พบแถบบริเวณตะวันออกกลาง ซึ่งในขณะนั้นท่านศาสดา มูฮัมหมัดใด้กล่าวใว้ว่า ถ้าหากว่าชาวScythia

































