เรื่องเล่า”นบีอีซา”หรือ(พระเยซู)

Ep.1 Credit ; โดย…อ.คอลิด วารีย์ & คุณ.ราชา นิสกุล (สนับสนุนโดย : youtubeChanel:อัลอิคลาศ)
Ep.2                                                                Credit ; โดย…อ.คอลิด วารีย์ & คุณ.ราชา นิสกุล (สนับสนุนโดย : youtubeChanel:อัลอิคลาศ)
Ep.3                                                                  Credit ; โดย…อ.คอลิด วารีย์ & คุณ.ราชา นิสกุล (สนับสนุนโดย : youtubeChanel:อัลอิคลาศ)
Ep.4                                                                  Credit ; โดย…อ.คอลิด วารีย์ & คุณ.ราชา นิสกุล (สนับสนุนโดย : youtubeChanel:อัลอิคลาศ)
Ep.5                                                                  Credit ; โดย…อ.คอลิด วารีย์ & คุณ.ราชา นิสกุล (สนับสนุนโดย : youtubeChanel:อัลอิคลาศ)
Ep.6                                                                  Credit ; โดย…อ.คอลิด วารีย์ & คุณ.ราชา นิสกุล (สนับสนุนโดย : youtubeChanel:อัลอิคลาศ)

ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานและวิทยาศาสตร์

คัมภีร์อัลกุรอานคือ คัมภีร์เดียวเดียวของศาสนาอิสลามที่พระเจ้านั้นได้ประทานลงมาให้กันท่านศาสนทูต นบีมูฮัมหมัด เพื่อเป็นทางนำให้กับการดำเนินชีวิตของผู้ศรัทธาอัลกุรอานจึงมีความสำคัญต่อชีวิตของพี่น้องมุสลิมทั่วโลกนับตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน”และกว่าจะเป็นคัมภีร์ ที่ครบอย่างสมบูรณ์กว่าจะเป็นเล่มนั้นเป็นเวลาทั้งหมด 22 ปี” คัมภีร์อัลกุรอานนั้นพระเจ้าไม่ได้ประทานลงมาเป็นหนังสือครบเล่มทีเดียว และในการลงมาของอัลกุรอานนั้นพระเจ้าได้มอบหน้าที่นี้ให้แก่ ท่านมลาอีกะ

ทฤษฎีและการค้นคว้า ทางวิทยาศาสตร์นั้นมีมากมายโดยมีผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโนยีสมัยใหม่อย่างก้าวกระโดดทำให้สิ่งที่ไม่เคยได้รับรู้และเห็นมาในครั้งอดีตได้ทราบในยุคปัจจุบันจนกระทั้งได้มีผู้ที่พยายามนำเอาทฤษฎีหรือข้อค้นพบ ทางวิทยาศาสตร์ เข้ามาประกอบการอธิบายอัลกุรอาน แม้ว่าพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วอาจดูมีความเป็นไปได้ หรือมีความใกล้เคียงกัน ซึ่งนักวิชาการได้มีการตีความและอธิบาย  อายะ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวนี้ให้ตรงกับอัลกุรอาน ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายอัลกุรอานหรือนำเอาวิทยาศาสตร์มาอธิบายเพื่อให้เข้ากับ อายะ ใดในอัลกุรอาน เช่น เรื่องบิ๊กแบน เป็นต้น

และสิ่งที่อัลกุรอานได้กล่าวเอาไว้อีกเรื่องก็คือ เรื่องน้ำทะเลกับน้ำจืดไม่ผสมกันพระองค์ทรงตรัสว่าพระองค์ทรงทำให้น่านน้ำทั้งสองนี้   (น้ำทะเลกับน้ำจืด) ไม่ให้ไหลมาบรรจบรวมกัน

สุดท้ายแล้วขอฝากข้อคิดดีๆง่ายๆ ขอยกตัวอย่างเช่นคุณซื้อเครื่องจักร มาตั้งอยู่ตรงหน้าคุณสักตัวหนึ่ง ซึ่งคุณจะใช้มันยังไงและแน่นอนว่าคุณต้องศึกษาคู่มือการใช้งานที่ถูกต้องและเรื่องราวในคู่มือของเครื่องจักรนี้มาจากไหน ซึ่งแน่นอน มันก็มาจากผู้สร้างเครื่องจักรนี้

ลำดับชีวิตของ ท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม)

1.ท่าน นบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เกิดใน ปีช้าง ค.ศ.571 (ในตระกูลฮาซิม)
เป็นต้นตระกูลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด..ตระกูลหนึ่งในเมือง มักกะฮ์ เป็นตระกูลที่ประกอบอาชีพพ่อค้า และ ท่านก็ใด้กำพร้าบิดามาโดยตั้งแต่กำเนิด

2.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เมือท่านอายุใด้แค่6ปี มารดาของท่านใด้เสียชีวิตลง ท่านก็ใด้ไปอาศัยอยู่กับปู่

3.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เมือท่านอายุ 8 ปี ท่านปู่ของท่านก็ใด้เสียชีวิตลง และลุงก็ใด้รับท่านไปเลี้ยงดู

4.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เข้าสู่อายุ 10ปี ท่านก็ใด้ประกอบอาชีพรับเลี้ยงแกะให้กับลุงในเมือง มักกะห์

5.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เข้าสู่อายุ 12 ปี ท่านใด้ร่วมเดินทางไปทำธุรกิจค้าขายกับลุงที่เมือง ชาม แต่ท่านก็ใด้ถูกส่งตัวกลับมามักกะห์ เพราะระหว่างทางท่านใด้รับคำแนะนำจากนักบวชของท่านหนึ่งเพราะกลัวว่าจะใด้รับอันตรายจากชาว ยิว

6.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 15 ปี ท่านใด้เข้าร่วมสันนิบาตเผ่าอาหรับเพือความยุติธรรม จัดตั้งขึ้นเพือดูแลและให้ความคุ้มครอง ผู้ที่ถูก อธรรมถูกเอารัดเอาเปรียบทางการค้าขาย

7.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) เข้าสู่วัย 25 ปี ท่านก็ใด้ประกอบอาชีพพ่อค้ารับจ้างดูแลธุรกิจการค้าให้กับท่านหญิง คอดียะห์ บุตรสาวของ คุวัยลิด ประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจการค้าให้กับท่านหญิง คอดียะห์ ด้วยการสร้างความมั่นคั่งอย่างมากมายท่านหญิง คอดียะห์ ใด้ประทับใจในมารยาทและความซื้อสัตย์และบุคลิคในตัวท่านทั้งสองจึงใด้ตกลงแต่งงานกัน

8.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) ใด้เข้าสู่อายุ 40ปี ท่าน นบี มักใช้เวลาส่วนตัวไปยังถ้ำบนภูเขาแทบเมืองมักกะห์ เพือคิดใคร่ครวญชีวิต จนกระทั่งใด้พบกับ ท่าน
มลาอิกะห์(ญิบริล) ที่นำสารจาก อัลลอฮฺ มาแจ้งข่าวดีและรับการแต่งตั้งเป็นท่าน นบี

9.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 41 ปี ท่านใด้เริ่มเผยแพร่อิสลามให้แก่เครือญาติและคนใกล้ชิด

10. เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 42 ปี อัลลอฮฺ ใด้ทรงประทาน อัลกุรอาน ลงมาให้แก่ท่านนบีเรื่อยๆ โดยผ่าน มลาอิกะห์(ญิบริล) และเริ่มเผยแผร่อิสลามอย่างลับๆในมักกะห์ บรรดาผู้ที่เข้ารับอิสลามต่างนำ อายะฮฺ อัลกุรอาน ที่ท่านนบีนำมาไปบอกต่อและเชิญชวนคนใกล้ชิดเข้ามาเพิ่มขึ้น

11.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 43 ปี ท่านใด้รับคำสั่งจากอัลลอฮฺให้เริ่มเผยแพร่อิสลามในมักกะห์อย่างเปิดเผยเต็มตัว จนใด้ถูกต่อต้านจากชาวมักกะห์ เพราะอิสลาม ใด้เปลี่ยนแปลงความเชื้อในการเคารพบูชารูปปั้นของพวกเขา

12.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 44 ปี หลังจากอิสลามถูกต่อต้านและบอยคอต อย่างหนักจากชาวมักกะห์ ท่านนบีจึงต้องส่งมุสลิมจำนวนหนึ่ง อพยพออกจากมักกะห์ไปยัง แอฟริกา

13. เมือท่านอายุ 46 ปี ก็ใด้ถูก บอยคอต อย่างหนักจากบรรดาเผาต่างๆในมักกะห์ ห้ามการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ข้าวอาหาร หรือ ของใช้ต่างๆ และชาวมุสลิมจึงต้องไปอาศัยรวมตัวกันในหุปเขาแห่งหนึ่งในมักกะห์ ที่นั้นชาวมุสลิมจำนวนมาก ต่างต้องประสบกับความ อดอยาก

14.เมือท่านอายุ 49 ปี การบอยคอต ก็ใด้ถูกยกเลิก หลังจากการช่วยเหลือจากบรรดาผู้นำเผาต่างๆที่ยังมีความสัมพันร์อันดีงามกับเผ่า ฮาซิม ของท่าน

15. เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 50 ปี ภรรยา และ ลุงของท่าน ใด้เสียชีวิตลง นี้เป็นช่วงที่ท่าน นบี ของเราที่เจอความยากลำบากที่สุดในชีวิตของท่าน และบรรดามุสลิมก็ใด้รับความลำบากมากขึ้นหลังการจากไม่มีลุงของท่านที่มีอำนาจในเผ่าคอยช่วยเหลือท่าน ในการเผยแพร่อิสลามของท่าน ขณะนั้นก็ไม่ใด้รับการตอบรับจากประชาชน

16. เมือท่านอายุ 51 ปี ท่านก็ใด้พบกับชาว อันศอร ที่เดินทางเข้ามามักกะห์ และสนใจในศาสนาของท่าน และสัญญากับท่านว่าจะนำอิสลามไปเผยแพร่ต่อที่เมืองของพวกเขาและในปีถัดมา พวกเขาก็ใด้กลับมาหาท่าน นบี อีกครั้งและใด้ทำสัญญาร่วมกันในการศรัทธา ว่า (ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ) และจะคอยช่วยเหลือท่าน

17. เมือท่าน นบี อายุ 52 ปี ท่านใด้เดินทางขึ้นไปยังฝากฟ้าในยามค่ำคืน เพือรับการบัญญัติการละหมาด

18. เมือท่าน อายุ 53ปี ชาวมักกะห์เริ่มต่อต้านท่านและบรรดามุสลิมอย่างหนัก อัลลอฮฺ ใด้บัญชาให้ท่านแจ้งกับพี่น้องมุสลิมให้อพยพไปยังเมือง มาดีนะห์ ชาวมุสลิมเริ่มอพยพอย่างเงียบๆเพือหลีกเลี่ยงการปะทะกันจากชาวมักกะห์ มีมุสลิมเป็นจำนวนมากที่ต้องละทิ้งบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติต่างๆและเครือญาติใกล้ชิด ผู้นำมักกะห์หลายฝ่ายใด้ประชุมกันและใด้กล่าวโทษท่านว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้สังคมระส่ำระส่ายครอบครัวต่างๆต้องแตกแยก

19. เมือท่านอายุ 54 ปี เป็นผู้นำและเริ่มวางโครงสร้างสังคมแบบอิสลามขึ้นที่เมือง มาดีนะห์ ปกครองทั้งชาว ยิว ชาว คริสต์ และมุสลิมให้อยู่ร่วมกัน รับมือทำสงครามจากการรุกรานจากชาวมักกะห์

20. เมือท่านอายุ 56 ปี ปราบปรามกบฎชาวยิวในเมือง มาดีนะห์ ปรับโครงสร้างสังคมใหม่ให้กับชาวอาหรับ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเก่าๆ สุรา การพนัน การเอารัดเอาเปรียบ ความรุนแรง การแบ่งชนชั้นเชื้อชาติ

21. เมือท่านอายุ 60 ปี รวบรวมกองทัพบุกเมืองมักกะฮฺ หลังจากที่ชาวมักกะฮ ใด้ละเมิดข้อตกลงประณีประณอมระหว่างกัน ท่านและบรรดามุสลิมให้ความช่วยเหลือเผ่าที่ถูกเอารัดเอาเปรียบและรวบรวมกำลังพลบุกมักกะฮใด้รับชัยชนะโดยชาวมักกะห์ยอมจำนน ไม่มีการต่อสู้ใดๆเกิดขึ้นและท่านใด้ให้ อภัยแก่ชาวมักกะห์ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำกับมุสลิมก่อนหน้านี้และใด้ทำความสะอาด มัสยิด หะรอมใหม่ ชาวมักกะห์เป็นจำนวนมากที่ยอมจำนนเลิกต่อต้านและใด้เข้ารับอิสลาม

22.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ 62 ปี ท่านนบีใด้ประกอบพิธีฮัจญ์เป็นครั้งสุดท้าย และท่าน นบี ใด้ประกาศว่า อัลลอฮฺ ทรงทำให้ศาสนาอิสลามสมบูรณ์แล้วบัญญัติทั้งหมดที่ อัลลอฮฺ ทรงประทานลงมาให้ท่านนั้นครอบคลุมการดำเนินชีวิตทุกด้านของมนุษย์และเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมอิสลามที่จะแผ่ขยายอย่างกว้างขวางต่อไปในอนาคต
(ปัจจุบันมีผู้นับถือกว่า 2พันล้านคนทั้วโลก)

23.เมือท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ๊อลลัลอฮ อะลัย ฮิลวะซัลลัม) อายุ63ปี ท่านก็ใด้เริ่มป่วยและเสียชีวิตลงอย่างสงบ🥺

ศาสดาของอิสลามคือบุคคลที่ทรงมีอิทธิพลอันดับหนึ่งของโลกและทรงมีอิทธิพลมากที่สุดตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ

วันนี้เราจะมาพูดถึงและพิสูตร์ความยิ่งใหญ่ของชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า Muhammat ท่านศาสนาฑูตท่านศาสดาแห่งอิสลาม เราจะมาพิสูตร์ถึงความยิ่งใหญ่ มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ถูกเขียนโดย ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม คือเป็น ชาวยิว นั้นเอง เป็น อเมริกัน เชื้อสายยิว นามว่า Michael H.hart ใด้เขียนหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ชื่อว่า

” The 100 aranking of The most influential Persons in History “

Michael H.hart ใด้เขียนหนังสือ แต่เจ้าตัวนั้นไม่ใช้มุสลิม แต่ตัวเค้านั้นเป็น นักประวัติศาสตร์ เป็นชาวยิวเขียนหนังสือเล่มนี้ แต่ ณ.ปัจจุบันนี้ใด้มีการตีพิมพ์หนังสือโดยประมาณ ห้าแสนเล่ม ส่งออกไปทั้วโลกพร้อมคำแปลในแต่ละประเทศที่ส่งออกไม่ต่ำกว่า 15 ภาษา Michael H.hart ได้ list มาจัดอันดับ100คนทั้วโลกในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก เค้าได้เขียนลงบุคคลที่มีอิทธิพลอันดับแรกเลย ก็คือ

อันดับที่ 1
ท่านศาสดา(นบีมูฮัมหมัด ซ.ล) มาเป็นอันดับหนึ่ง ของบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติเลย มีอิทธิพลทั้วโลกนับตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบัน

อันดับที่ 2

Sir.I-Sax Newton (เซอร์.ไอแซก นิวตัน) 

อันดับ 3 
ท่านศาสดา(นบี.อีซา ซ.ล) หรือ (พระเยซู) 

อันดับ 4
พระพุทธเจ้า ศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ถูกจัดอยู่ที่อันดับที่ 4

อันดับ 5
ขงจื้อ

ผมยกมา5อันดับพอ และในขณะที่ศาสดาอีซาซึ่งก็เป็นศาสนฑูตของศาสนาอิสลามสะด้วยถูกจัดอยู่ที่อันดับ 3

หมายเหตุ; ถ้ามีชาวมุสลิมคนไหนที่ไม่เชื่อว่า นบีอีซา หรือ พระเยซู ว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมา ละก็ คนผู้นั้นก็ไม่ใช้มุสลิม ตกศาสดาไปเลย)

เพราะฉะนั้น อีซา หรือ เยซู นี้ก็เป็นหนึ่งในศาสดาของอิสลาม และเป็นบุคคลที่ชาวมุสลิมทุกคนจะต้องเชื่อในตัว อีซา หรือ เยซู ว่าเป็นศาสดาที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมา แต่ถูกจัดให้มาอยู่ในอันดับที่ 3 
Sir.I-Sax Newton (เซอร์.ไอแซก นิวตัน) ถูกจัดมาอยู่อันดับ 2 เฉยเลย

numberone อันดับที่ 1 คือ ท่านศาสดา(นบี.มูฮัมหมัด ซ.ล) แล้วทีนี้ คำถามก็คือว่า???? 

ตอบ= Michael H.hart นี้ก่อนที่เค้าจะทำเรื่องราวเหล่านี้ เค้าใด้เดินทาง และไปศึกษาเก็บข้อมูลอย่างละเอียดกับคน100คนทั้วทุกที่ ศึกษาทีละคน คนๆไป 

บุคคลที่อยู่ใน lits100คน ในหนังสือเค้า ในแต่ละคนนั้น เค้าใด้เดินทาง และไปศึกษาเก็บข้อมูลอย่างละเอียดกับคน100คนทั้วทุกที่ ศึกษาทีละคน คนๆไป

“อันนี้ขอชื่นชมในมุมมองของคนฝรั่งนี้ เวลาเค้าทำอะไรเค้าทำกันจริงจังทุ้มสุดตัวมากขอชื่นชม”

Michael H.hart เค้าเริ่มต้นศึกษาเรื่องราวของท่านศาสดา มูฮัมหมัด มาตั้งแต่มูฮัมหมัดเกิดมาบนโลกใบนี้วันแรก จนกระทั่งถึงวันที่ท่านศาสดาเสียชีวิตลง

และใด้ข้อสรุปว่า = ท่านศาสดา(นบี.มูฮัมหมัด ซ.ล) คือบุคคลเดียวเท่านั้นที่ทรงมีอิทธิพลและยิ่งใหญ่และทรงใด้รับสำเร็จอันสูงสุดในหน้าที่ของท่าน ทั้งในโลกและทางศาสนา ในการเผยแพร่ศาสนา และไม่ใด้เป็นแค่นักเทศศาสนาอย่างเดียว เป็นประวัติศาสตร์,เป็นนักการเมือง,เป็นนักปฎิรูป,เป็นนักบริหาร,เป็นนักปกครองผู้คน,และเป็นหลายๆนักเลยทีเดียวท่านศาสดา(นบี.มูฮัมหมัด ซ.ล) ใด้รับความสำเร็จอย่างสูงที่สุด ทั้งในทางโลก และในทางศาสนา”และเมือเปรียบเทียบกับลัทธิหรือศาสนาอื่นๆก็จะเห็นใด้ว่า บุคคลนั้นๆใด้รับความสำเร็จเพียงแค่เรื่องศาสนาเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถที่จะปกครองหรือปฎิรูป ชีวิตมนุษย์โดยรวมใด้ ใด้แค่อยู่กับธรรมะและใด้อยู่กับบุคคลกลุ่มๆหนึ่งแค่เท่านั้นเอง และคำสอนของเค้าก็ไม่สามารถที่จะไปมีอิทธิพลกับคนและในแง่มุมต่างๆของชีวิตใด้

ไขรหัสลับสัญญานวันสิ้นโลกทั้ง3ศาสนา

ไขรหัสลับสัญญานวันสิ้นโลกทั้ง3ศาสนา

จากเหตุการณ ความวุ่นวายต่างๆและความเสื่อมโทรมในผู้คน นำไปสู่บทสรุปสุดท้ายของโลกนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายของโลกที่มาพร้อมกับสัญญาณในความเชื่อศาสนาอิสลามนั้นจะมี10 สัญญาณหลักๆด้วยกัน ท่านศาสดา มูฮัมหมัด นั้นได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า วันสิ้นโลกนั้นจะยังมาไม่ถึงถ้า10สัญญาณเหล่านี้ยังไม่ปรากฎ นั้นก็คือ

1.หมอกควันจะออกมาจากแผ่นดินปกคลุมทั่วท้องฟ้าจน      ปิดบังแสงจากพระอาทิตย์

2.(Dijjal or the antichirist)ออกมาจากแผ่นดินทางตอนเหนือของเมือง Madinah
3.จะมีสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งจะออกมาจากแผ่นดินถัดไปจาก dijjal

4.การลงมาของ นบีอีซา หรือ พระเยซู ลงมาเพื่อฆ่าdijjalและหักไม้กางเขนและฆ่าหมู 

5.Yajuj และ Majuj หรือ( Gog และ Magog) จะพังกำแพงของกษัตริย์Zulkarnaiออกมาสร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดินทั่วโลก

6.จะเกิดเหตุการณธรณีสูบ 3ครั้ง ติดต่อกัน


7.จะเกิดเหตุการณโรคระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้นทั่วโลก


8.ไฟจะปะทุออกจากพื้นแผ่นดินไล่ต้อนผู้คนโดยจะปะทุขึ้นมากจากประเทศเยเมน


9.จะมีบุรุษผู้หนึ่งหน้าตาคล้ายเหมือนท่านศาสดา มูฮัมหมัด และเป็นเชื่อสายต้นตระกูลของท่านศาสดามาปรากฏตัว นั้นก็คือท่าน Imam Mahdi จะมาสร้างความปรองดองความสงบสุขบนพื้นแผ่นดินในยุคสุดท้าย


10.พระอาทิตย์จะขึ้นมาทางทิศตะวันตกช่วงเวลานั้นระบบสุริยะจักรวาลได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วและมนุษย์ ทั้งโลกจะเหตุปรากฎการเหล่านี้

เนื่องจากสัญญาณทั้งหมดนี้มันเป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติ มันเกินสติปัญญาและท้าทายสติปัญญาของมนุษย์ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้ และยังเชื่อว่าปัจจุบันยังคงห่างไกลเรื่องเหล่านี้ด้วยการปิดบังข้อมูลต่างๆซึ่งในความเป็นจริงนั้น มัน…ได้..อุบัติ…ขึ้นแล้ว!

หนึ่งในสัญญาณที่ปรากฎขึ้นชัดเจนขึ้นแล้วนั้นก็คือ Yajuj and Majuj หรือ (Gog and Magog ชื่อเรียกของศาสนา คริสต์) ผู้ที่เป็นสมุนของ Dijjal หรือ (antichirist) และจะเป็นผู้ที่สร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดินทุกหนแห่งทั่วโลก

หลังเหตุการณของน้ำท่วมโลกแล้ว หลังจากที่เรือของโนอาร์ นั้นได้ไปเกยตื้นอยู่บนยอดของภูเขายูดี ประเทศ ตุรกี ปัจจุบัน ตอนนั้นมนุษย์ชาตินั้นได้รอดชีวิตลงมาจากเรือแค่ไม่กี่คนเอง มีเพียงแค่ลูกๆของโนอาร์ ในนั้นทั้งหมดจะมีอยู่ 4 เผ่าพันธ์ด้วยกัน ซึ่งเราพูดถึงและอ้างอิงมาจากคัมภีร์สองศาสนาด้วยกัน คือ คัมภีร์ศาสนาคริสต์ และคัมภีร์ศาสนาอิสลาม พูดถึงเผ่าพันธ์ที่ว่านั้นคือ..

เผ่าพันธ์ชาม(SHEM)เผ่าพันธ์ฮาม(HAM)เผ่าพันธ์ยาเฟส(japheth) 


ดังนั้นกลุ่มที่เราจะพูดถึงเรื่องราวของ Yajuj และ Majujหรือ(GogและMagog) ก็คือกลุ่มที่สามคือกลุ่มของ japheth กลุ่มของ japheth นี้หลังจากเหตุการ์ณน้ำท่วมโลกแล้วพวกเค้าได้อพยพขึ้นไปทางเหนือขึ้นไปบริเวณขั่วโลก คือบริเวณทุ้งหญ้า Stepp 

คุณลักษณะของกลุ่มชาวScythiaนี้เอง พวกมีความ ดุร้าย ป่าเถื่อน ใช้ความรุนแรง มีความเป็นนักรบ ชอบ ฆ่า ฟันกันเอง ลักษณะของภูมิประเทศของเทือกเขาcaucasus ซึ่งมีทางเข้า-ทางออก มีแค่ช่องทางเดียว โลกที่เค้าจะออกมาพบนั้นก็คือบริเวณเอเชียกลาง